รูปแบบการเรียงของกระบอกสูบที่นิยมในปัจจุบัน

Inline Engine
รูปแบบการเรียงกระบอกสูบ ที่เรียงเป็นแถวตรงแบบแนวตั้งแถวเดียว มีลักษณะการวางเครื่องยนต์ 2 แบบ แบบแรก คือ แบบวางขวางอยู่ในห้องเครื่อง ซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมใช้กันมากที่สุดหรือกว่า 70% บนท้องถนน และแบบที่ 2 คือ แบบวางตามยาวขนานไปกับตัวรถ จำนวนกระบอกสูบส่วนใหญ่ก็จะเป็น 3-6 สูบ ข้อดีของการเรียงสูบแบบนี้คือ ต้นทุนต่ำ เพราะใช้ชิ้นส่วนน้อยกว่าแบบอื่น, มีโครงสร้างไม่ซับซ้อน ดูแลรักษาง่าย ข้อเสียคือการเรียงแถวเดี่ยว ทำให้เครื่องยนต์มีขนาดยาวกว่า ทำให้ใช้เนื้อที่ในการวางยาวกว่าแบบอื่น

V Engine
ด้วยข้อจำกัดในเรื่องเนื้อที่ ทำให้มีการคิดค้นเครื่องยนต์แบบ V Engine ขึ้นมา “เพื่อลดความยาวของเครื่องยนต์ลง” โดยให้มีการจัดวางของกระบอกสูบเป็นรูปตัว V อาจแบ่งเป็นข้างละ 2 สูบหรือข้างละ 3 สูบหรือข้างหนึ่ง 2 สูบข้างหนึ่ง 3 สูบก็แล้วแต่การออกแบบของผู้ผลิต โดยมุมของรูปตัว V ก็มีตั้งแต่ “15-120 องศา แต่ที่นิยมมากที่สุด คือ” 60 – 90 องศา ข้อดีของเครื่องยนต์แบบนี้ คือตัวเครื่องยนต์จะสั้นกว่าแบบเรียงแถว แล้วไปเพิ่มความกว้างแทน, เพิ่มขนาดของกระบอกสูบได้มากกว่า จึงทำให้รถที่ต้องการความเร็วสูงนิยมใช้ แต่ข้อเสียคือ ต้นทุนในการผลิตที่มากกว่า จากชิ้นส่วนที่มีมากกว่าแบบเรียงแถว รวมทั้งการดูแลบำรุงรักษา ก็ยากกว่าแบบเรียงแถวด้วยครับ

Opposed Cylinder Engine หรือ Boxer Engine
เครื่องยนต์กระบอกตรงข้าม หรือเครื่องยนต์แบบสูบนอน ที่เรียกกันว่าเครื่อง Boxer ปัจจุบันมีใช้อยู่ใน Subaru และ Porsche และใน Toyota 86 จะแบ่งกระบอกสูบสูบออกเป็น 2 ข้างเท่ากัน แล้วนอนเป็นแนว 180 องศา ลองนึกภาพเครื่องยนต์แบบวี แต่กระบอกสูบทำมุมเป็นเส้นตรง 180 องศา ข้อดีของเครื่องยนต์ Boxer คือเป็นเครื่องยนต์ที่ขนาดไม่สูง จุดศูนย์ถ่วงต่ำ ช่วยลดอาการโคลงและทำ Balance ได้ดีกว่า 2 แบบแรก สามารถออกแบบตัวถังรถให้ลู่ลมได้มากกว่ารถที่ใช้เครื่องยนต์ทั่วๆไป แต่ข้อเสียก็คือ ต้นทุนในการผลิตมีมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับ 2 แบบแรก การบำรุงรักษาก็ยุ่งยากกว่า จึงทำให้หาผู้เชี่ยวชาญในการซ่อมบำรุงยากกว่าด้วยครับ