น้ำมันเฟืองท้ายสำคัญขนาดไหน จำเป็นต้องเปลี่ยนหรือไม่

สำหรับคนขับรถมือใหม่ อาจยังไม่รู้ว่าเฟืองท้ายก็จำเป็นต้องเปลี่ยนน้ำมันด้วยเหมือนกัน ทำให้หลายคนเผลอละเลยจนทำให้เฟืองท้ายเกิดความผิดปกติตามมา แล้วถ้าไม่เปลี่ยนน้ำมันเฟืองท้ายจะเกิดผลเสียอะไรตามมา น้ำมันเฟืองท้ายที่ควรใช้หน้าตาเป็นอย่างไร วันนี้วาโวลีนจะมาไขข้อข้องใจให้ทราบกันครับ

เฟืองท้ายคืออะไร?
ก่อนจะอธิบายถึงน้ำมันเฟืองท้าย มาดูกันก่อนว่าเฟืองท้ายทำหน้าที่อะไรสำหรับรถยนต์ของคุณ เฟืองท้ายมีหน้าที่ถ่ายทอดกำลังจากเพลากลางมาถึงเฟืองท้ายไปยังล้อ โดยเฉพาะรถยนต์ที่มีระบบขับเคลื่อนล้อหลังจะมีความสำคัญมากที่สุด เพราะกำลังจากเครื่องยนต์ที่ถูกส่งผ่านชุดเกียร์จะถ่ายทอดมายังเพลาหลังและส่งผ่านให้เฟืองท้ายขับเคลื่อนล้อหลังทั้ง 2 ข้าง

ชุดเฟืองท้ายประกอบไปด้วย

  1. เฟืองเดือยหมู (Bevel Pinion) ทำหน้าที่ถ่ายทอดกำลังเครื่องยนต์จากชุดเกียร์ไปยังเฟืองบายศรี
  2. เฟืองบายศรี (Differential Pinion) ทำหน้าที่ลดอัตราทดการหมุนจากเฟืองเดือยหมู เปลี่ยนทิศทางการหมุนเพื่อส่งแรงไปยังเพลาทั้ง 2 ข้าง
  3. เฟืองดอกจอก (Differential Gear) ทำหน้าที่แบ่งกำลังจากเฟืองบายศรีส่งไปยังเพลา 2 ข้าง ให้ต่างกันในขณะเข้าโค้ง
  4. เฟืองข้าง (Side Gear) ทำหน้าที่ส่งกำลังให้ล้อรถหมุน
  5. เฟืองท้ายลิมิเตดสลิป (LSD) สำหรับเฟืองท้ายระบบนี้มีความพิเศษกว่าเฟืองท้ายทั่วไป โดยจะทำหน้าที่ล็อกล้อทั้ง 2 ข้าง ให้หมุนด้วยความเร็วเท่ากัน แม้ว่าล้ออีกด้านจะหมุนฟรีอยู่ก็ตาม ทำให้รถยนต์เคลื่อนที่ไปได้ ช่วยเรื่องปัญหาติดหล่ม สามารถใช้งานในพื้นที่เปียกลื่นหรือเส้นทางที่เป็นโคลนได้ดี

น้ำมันเฟืองท้ายหน้าตาเป็นอย่างไร
โดยปกติน้ำมันเฟืองท้ายและน้ำมันเกียร์ธรรมดาคือน้ำมันตัวเดียวกันและสามารถใช้ร่วมกันได้เลย แต่มีบางกรณีที่จำเป็นต้องใช้แยกเบอร์ความหนืดกันซึ่งจะเป็นในส่วนของรถยนต์ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง เพราะสองส่วนนี้มีการใช้งานต่างกันจึงจำเป็นต้องแยกเบอร์ความหนืดเพื่อความเหมาะสมในการทำงาน โดยส่วนของเกียร์เหมาะกับน้ำมันหล่อลื่นมาตรฐาน GL-4 ส่วนเฟืองท้ายเหมาะกับมาตรฐาน GL-5 ที่มีความหนืดมากกว่า เพราะฟันเฟืองส่วนเฟืองเดือยหมู และเฟืองบายศรีมีการเสียดสีกันอย่างรุนแรง จึงจำเป็นต้องใช้ความหนืดของน้ำมันหล่อลื่นมาฉาบผิวของฟันเฟืองเพื่อป้องกันการสึกหรอ

เบอร์ความหนืดที่นิยมใช้กันมี 2 เบอร์หลัก ๆ คือ SAE 90 เหมาะสำหรับรถยนต์ที่ใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน (รถบางรุ่นที่ถูกกำหนดให้ใช้เบอร์ความหนืด SAE 85 ก็สามารถใช้ SAE 90 แทนได้) ส่วนอีกเบอร์คือ SAE 140 เหมาะกับรถใช้งานหนัก เช่น งานบรรทุกหนัก เพราะเฟืองท้ายรับภาระหนักกว่ารถยนต์ที่ใช้งานทั่วไปจึงจำเป็นต้องเลือกใช้ความหนืดมากกว่า สำหรับค่าความหนืดในสภาวะอุณหภูมิต่ำ (เบอร์ที่มีอักษร W ตามหลัง) จะถูกกำหนดตามความเหมาะสมจากผู้ผลิตค่ายรถยนต์เท่านั้น

ข้อแนะนำในการดูแลรักษาเฟืองท้าย

  1. ข้อสำคัญในการเลือกใช้น้ำมันเฟืองท้ายคือ ควรยึดตามข้อกำหนดจากคู่มือมาตรฐานของรถยนต์ เพราะหากไม่ได้ใช้เบอร์ความหนืดตามที่กำหนด จะมีผลต่อการใช้งาน เช่น รถยนต์ที่ต้องใช้เบอร์ความหนืด SAE 90 ถ้าเติมผิดเป็น SAE 140 จะทำให้รถอืดมากกว่าปกติ วิธีแก้ไขคือถ่ายน้ำมันเฟืองท้ายออกแล้วเติมเบอร์ที่ถูกต้องเข้าไปใหม่
  2. สำหรับรถยนต์ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า สามารถใช้น้ำมันเกียร์เบอร์เดียวกันกับเฟืองท้ายได้เลย
  3. ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเฟืองท้ายทุก ๆ ระยะ 20,000 กิโลเมตร เพื่อการบำรุงรักษาที่ดีที่สุด
  4. ถ้าไม่เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเฟืองท้ายตามระยะที่เหมาะสมจะทำให้เฟืองท้ายเกิดการสึกหรอไปเรื่อย ๆ หรือที่ภาษาช่างเรียกว่า “เฟืองท้ายหอน” มีผลต่ออายุการใช้งาน หรืออาจทำให้เฟืองท้ายเสียหายหนักเกินแก้
  5. ควรเลือกใช้น้ำมันเฟืองท้ายที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GL-4 และ GL-5 หรือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จาก “วาโวลีน” ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการใช้งานจากผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำ มีเบอร์ความหนืดให้เลือกหลากหลาย เช่น เบอร์ SAE 75W-85, 75W-90, 85W-90 และ 85W-140

สนใจรายละเอียดของน้ำมันเกียร์และเฟืองท้ายของแต่ละเบอร์คลิก >> http://bit.ly/2OWaOSs

Source:
https://chobrod.com/tips-car-care/รู้หรือไม่น้ำมันเกียร์มีกี่ระดับ-ใครรู้บ้าง-3509
https://www.masterusedcar.com/th/บทความ/เช็คก่อนพัง!+น้ำมันเฟืองท้าย-108/
https://www.autoinfo.co.th/article/82375/
https://www.kmotors.co.th/kmotors-guru/lsd-limited-slip-differential-changk/