ไขข้อข้องใจในเรื่องน้ำมันเครื่อง

เกียร์ธรรมดา

เมื่อย้อนไปซัก 20-30 ปีก่อน เกียร์ธรรมดายังมีสัดส่วนในการใช้งานมากกว่าเกียร์อัตโนมัติ หลักการทำงานก็คือเมื่อเครื่องยนต์หมุน ตัวเกียร์จะมีเฟืองขนาดแตกต่างกันไปตามระดับของเกียร์ โดยเกียร์ 1 จะเป็นเฟืองเดินหน้าตัวใหญ่ที่สุด แล้วไล่เล็กลงไปเรื่อยๆจนครบทุกเกียร์ แล้วจะเข้าไปเชื่อมต่อการทำงานของเครื่องยนต์ผ่านชุดคลัทช์แล้วส่งกำลังไปที่ล้อเพื่อให้รถยนต์สามารถเคลื่อนที่ไปได้ ดังนั้นการใช้งานจึงต้องมีการเหยียบแป้นคลัทช์เพื่อยกชุดคลัทช์ให้ไปจับกับเฟืองชุดใหม่ให้เชื่อมต่อกับการหมุนของเครื่องยนต์ทุกครั้ง รถจึงสามารถเคลื่อนตัวไปได้ตามที่เราต้องการ

ข้อดีของเกียร์ธรรมดาคือดูแลรักษาง่าย ใช้งานได้ทนทาน ไม่ยุ่งยากในการซ่อมบำรุง แต่ก็แลกมากับความเมื่อยล้าจากการขับขี่

เกียร์อัตโนมัติแบบ planetary gear set (Step AT)

เกียร์ประเภทนี้ ได้รับความนิยมในการใช้งานอย่างมาก ผลิตออกมาเพื่อตอบโจทย์ความสะดวกสบาย เพราะไม่ต้องคอยเหยียบแป้นคลัทช์เพื่อเปลี่ยนเกียร์ทุกครั้ง และยังใช้งานง่ายมาก เพียงแค่เหยียบคันเร่งก็สามารถเดินหน้าได้แล้ว

หลักการทำงานของ เกียร์อัตโนมัติแบบนี้ จะเริ่มจากเครื่องยนต์หมุนปั๊มแล้วสร้างแรงดันในชุดเกียร์ด้วยน้ำมันเกียร์ให้หมุนใบพัดในชุดทอร์คคอนเวอร์เตอร์ จากนั้นก็จะนำแรงหมุนของใบพัดนี้ไปแปลงเป็นแรงส่งสู่ชุดคลัทช์, เฟืองเกียร์ ก่อนจะส่งกำลังไปที่ล้อรถยนต์ต่อไป ระบบจะทำการเปลี่ยนเฟืองถ่ายกำลังเองอัตโนมัติตามแรงดันของน้ำมันเกียร์นั่นเอง ถึงแม้จะใช้งานง่าย แต่การถ่ายกำลังจากเครื่องยนต์ไปสู่ล้อนั้นมีการสูญเสียกำลังระหว่างทางไปมากกว่าเกียร์ธรรมดา จึงมีการใช้น้ำมันในการวิ่งมากกว่าตามไปด้วยเช่นกัน รวมทั้งการบำรุงรักษาก็ยุ่งยากกว่าด้วย

เกียร์อัตโนมัติ แบบ CVT

เปลี่ยนถ่ายจากยุคเกียร์อัตโนมัติยุคแรก ที่การเปลี่ยนเกียร์แต่ละครั้งมีแรงกระชาก จึงมีการคิดค้นระบบเกียร์อัตโนมัติแบบใหม่เพื่อลดแรงกระชากแล้วเพิ่มความนุ่มนวลในการเปลี่ยนเกียร์ จึงได้มีเกียร์อัตโนมัติ แบบ CVT ขึ้นมา โดย CVT ย่อมาจาก Continuously Variable Transmissions

หลักการทำงานหลักๆมาจากพูเลย์ 2 ตัว ตัวแรกรับการหมุนมาจากเครื่องยนต์ ตัวที่ 2 รับกำลังมาจากพูเลย์ตัวแรกที ผ่าน Belt ที่อาจจะเป็นสายพานหรือโซ่ก็ได้ คล้องระหว่างพูเลย์ทั้ง 2 ตัว แล้วค่อยส่งกำลังไปที่ล้ออีกที เมื่ออยู่ในความเร็วต่ำ พูเลย์ตัวแรกจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางตรงจุดที่คล้องเล็ก แต่พูเลย์ตัวที่ 2 จะใหญ่ แต่เมื่อมีความเร็วรถสูงขึ้น สมองกลในชุดเกียร์ CVT จะขยับพูเลย์ตัวแรกให้เส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่ขึ้น พร้อมกับขยับเส้นผ่าศูนย์กลางของพูเลย์ตัวที่ 2 ให้เล็กลง เพื่อสร้างแรงหมุนไปสู่ล้อได้มากกว่าเดิม ซึ่งจะทำให้การเปลี่ยนความเร็วในทุกย่านนั้นมีความราบเรียบนุ่มนวลกว่าแบบสเต็ป (Step AT), ให้ความประหยัดที่มากกว่า แต่แลกมาด้วยความยุ่งยากในการซ่อมแซม และไม่สามารถรับแรงบิดสูงๆได้ ดีงนั้นจึงแทบไม่มีการใช้เกียร์แบบนี้คู่กับเครื่องยนต์ดีเซลเลย

เกียร์อัตโนมัติ แบบ Dual-Clutch

เมื่อรถยนต์สปอร์ตที่ต้องการความแรง จะใช้งานเกียร์อัตโนมัติแบบเดิมก็ไม่ตอบโจทย์ เพราะแบบสเต็ปก็เปลี่ยนเกียร์ไม่เร็วมากพอ แบบ CVT ก็รับแรกกระชากสูงๆไม่ได้ จึงได้มีการผลิตเกียร์แบบ Dual-Clutch ขึ้นมาเพื่อตอบสนองความแรงโดยเฉพาะ

หลักการทำงานก็คือ จะมีชุดเฟืองเกียร์คล้ายกับเกียร์ธรรมดาหรือเฟืองในเกียร์อัตโนมัติแบบสเต็ปแบ่งเป็นเลขคู่และเลขคี่ เช่น 1,3,5 และ 2,4,6 ถูกจับด้วยชุดคลัทช์แยกกันต่างหาก 2 ชุด จากนั้นสมองกลจะทำหน้าที่สั่งให้คลัทช์ชุดแรกจับที่เกียร์ 1 ก่อน และก่อนจะเปลี่ยนเกียร์ต่อไป คลัทช์ชุดที่ 2 จะไปรอจับที่เกียร์ต่อไปแล้ว ดังนั้นการเปลี่ยนเกียร์จึงสามารถเปลี่ยนได้ไว เพราะแยกกันทำหน้าที่อย่างชัดเจน ทำให้เกียร์อัตโนมัติ แบบ Dual-Clutch นี้ เป็นที่นิยมสำหรับรถยนต์ที่ต้องการความแรง แต่แน่นอนว่าเกียร์ประเภทนี้มีราคาสูงกว่าประเภทอื่น เพราะระบบการทำงานยุ่งยากซับซ้อมกว่าแบบอื่นๆมาก และทั้งระบบก็ถูกควบคุมด้วย CPU ทั้งหมด

ถึงแม้ว่าการทำงานของเกียร์แต่ละประเภทจะแตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องมีเหมือนกันก็คือต้องมีน้ำมันเกียร์ที่เข้าไปคอยหล่อลื่นและทำให้การทำงานของเกียร์สมบูรณ์ ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีน้ำมันเกียร์ที่ใช้งานแตกต่างกันไป แน่นอนว่า Valvoline มีผลิตภัณฑ์น้ำมันเกียร์ประสิทธิภาพสูง รองรับการทำงานคู่กับเกียร์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น MTF SYNCHROMESH สำหรับเกียร์ธรรมดา, MAXLIFE ATF สำหรับเกียร์อัตโนมัติแบบสเต็ป (STEP AT), VALVOLINE CVT สำหรับเกียร์ CVT, VALVOLINE DCT สำหรับเกียร์แบบ Dual-Clutch เป็นต้น เบื้องต้นเราควรรู้ว่ารถยนต์ของเราเป็นเกียร์ประเภทไหนก่อน แล้วค่อยเลือกผลิตภัณฑ์ของ Valvoline ให้ถูกต้อง เพื่อความสมบูรณ์ของการทำงานและความคงทนยาวนานของเกียร์นั่นเอง