เลือกใช้ให้ชัวร์! วิธีการเลือกใช้น้ำมันเกียร์ธรรมดาและเฟืองท้าย

เลือกใช้ให้ชัวร์ !วิธีการเลือกใช้น้ำมันเกียร์ธรรมดาและเฟืองท้าย
ใครรู้บ้าง ? น้ำมันเกียร์ที่ใส่เข้าในรถยนต์ของคุณ เพื่อให้ชุดเกียร์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น มีคุณภาพหรือไม่ ต้องเลือกด้วยวิธีไหน ตามช่างเทคนิคมาดูวิธีเลือกกัน!!

“เกียร์”
คือ อุปกรณ์จักรกล มีลักษณะเป็นฟันเฟืองที่ขบกัน ทำหน้าที่ในการส่งผ่านกำลัง จากเพลาตัวหนึ่งไปยังอีกตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นการถ่ายทอดกำลังด้วยการเคลื่อนไหวแบบหมุน อีกทั้งเกียร์ยังใช้ในการเปลี่ยนแปลงความเร็ว ทดความเร็วรอบ หรือเปลี่ยนทิศทางการหมุนอีกด้วย

ชนิดของเกียร์ที่สำคัญ
แบ่งแยกตามฟันเฟืองเกียร์ และลักษณะการขบกัน ดังนี้
1. เฟืองตรง (Spur gear) เป็นเกียร์ที่มีซี่ฟันตรงขบกัน แข็งแรงสูง พลังงานสูญเสียน้อย เป็นอุปกรณ์ส่งกำลังในระยะสั้น ข้อเสียคือเสียงดัง
2. เฟืองเฉียง (Helical gear) เป็นเกียร์ที่ซี่ฟันเฉียงตามแนวทแยง ทำให้เสียงรบกวนเบากว่าและทำงานไหลลื่นกว่า แบบเฟืองตรง เนื่องจากซี่ฟันขับกันทีละน้อย ติดตั้งได้ทั้งแบบขนานและตั้งฉาก แต่สูญเสียพลังงานมากกว่า
3. เฟืองดอกจอก (Beval gear) หรือ ไฮปอยด์เกียร์ (Hypoid gear) เป็นเฟืองที่ใช้ระหว่างเพลา เพื่อเปลี่ยนมุม ทิศทางการทำงาน วางตัวในทิศทางตัดกันหรือมีมุมการทำงานที่ปรับเปลี่ยนได้ตามรูปร่าง

บทบาทหน้าที่ของน้ำมันเกียร์
น้ำมันเกียร์ธรรมดาและเฟืองท้าย ทำหน้าที่หลัก ดังนี้
- หล่อลื่น สร้างชั้นฟิล์ม เพื่อลดแรงเสียดทาน ปกป้องชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวของเกียร์รูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะฟันเฟืองเกียร์ที่ขบกันตลอดเวลา เพื่อลดการสึกหรอ ป้องกันการเสียหายของชิ้นส่วนเกียร์
- หล่อเย็น ระบายความร้อน นำความร้อนสูงที่เกิดจากการขบกันและเสียดสีกันของเกียร์ ออกจากระบบ ป้องกันการเสียหายจากการหลอมติดกันของโลหะบริเวณฟันเฟืองเกียร์
- ชะล้าง นำพาเศษโลหะที่เกิดจากการเสียดสี จากบริเวณหน้าฟันเกียร์ เข้าสู่ระบบการกรอง เพื่อหมุนเวียนน้ำมันเกียร์ที่ใสสะอาดเข้าสู่ระบบอีกครั้ง
- ป้องกันการกัดกร่อนและสนิม ชิ้นส่วนเกียร์ โดยส่วนใหญ่เป็นโลหะ เสี่ยงต่อการออกซิไดซ์ด้วยความชื้นและน้ำ จนเกิดสนิม
- ลดเสียงดังรบกวนและการสั่นสะเทือน จากการทำงานของเกียร์ โดยเฉพาะในเรือนเกียร์ ซึ่งทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกไม่สบายใจ

ประเภทของน้ำมันเกียร์
1. แบ่งแยกตามความหนืด SAE
โดยสมาคมวิศวกรรมยานยนต์ (Society of Automotive Engineering) ของสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดค่าความข้นใสของน้ำมันเกียร์ไว้
2. แบ่งแยกตามมาตรฐานทางประสิทธิภาพ API
สถาบันปิโตรเลียมแห่งสหรัฐอเมริกา (America Petroleum Institute) กำหนดค่ามาตรฐานทาง

ประสิทธิภาพ สำหรับน้ำมันเกียร์ ดังนี้
GL-1 : (Inactive) น้ำมันเกียร์ใช้กับงานเบา ไม่มีส่วนผสมของสารเพิ่มคุณภาพกลุ่มรับแรงกด (EP Additive)
GL-2 : (Inactive) น้ำมันเกียร์ใช้งานหนักกว่า GL-1 มีส่วนผสมของสารเพิ่มคุณภาพกลุ่มป้องกันการสึกหรอ (Fatty Material)
GL-3 : (Inactive) ใช้สำหรับเกียร์ที่มีความเร็วและรับแรงกดปานกลาง มีส่วนผสม EP Additive ระดับกลาง รับแรงกดได้มากกว่า GL-1 แต่ไม่ถึง GL-4
GL-4 : ใช้สำหรับเกียร์ไฮปอยด์ (Hypoid gear) ในเฟืองท้าย และระบบเกียร์ธรรมดา ที่ทำงานภายใต้สภาวะหนักปานกลาง มีระดับปริมาณสารรับแรงกด 50% ของ GL-5
GL-5 : ใช้สำหรับเกียร์ไฮปอยด์ (Hypoid gear) งานหนักโดยเฉพาะ สำหรับเฟืองท้ายรถยนต์และรถบรรทุก

วิธีการเลือกใช้น้ำมันเกียร์ ก่อนเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ธรรมดาหรือเฟืองท้าย
ขอแนะนำให้ศึกษามาตรฐานทางประสิทธิภาพ (API) และเบอร์ความหนืด (SAE) ที่ผู้ผลิตระบุและแนะนำให้ใช้ จากเอกสารคู่มือประจำรถก่อนทุกครั้งครับ เพื่อความถูกต้องในการเลือกใช้และสามารถยืดอายุเครื่องยนต์ได้ด้วยครับ

คุณสมบัติของน้ำมันเกียร์ที่ดี
ต้องประกอบไปด้วยสารเพิ่มคุณภาพ ที่สำคัญดังนี้
1. สารป้องกันการเกิดฟอง : ฟองจากการตีกวนด้วยความเร็วสูง จะลดประสิทธิภาพการหล่อลื่นลง
2. สารรับแรงกด (EP Additive) :
   2.1 เกียร์ไฮปอยด์ในเฟืองท้าย : สารรับแรงกดจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเกียร์งานหนัก การเสียดสีรุนแรงและความร้อนสูง ธาตุเหล่านี้ได้แก่ กำมะถัน, คลอรีน, ฟอสฟอรัสและไอโอดีน
   2.2 เกียร์ธรรมดา : เนื่องจากเกียร์ธรรมดายุคใหม่ จะมีการติดตั้งระบบซินโครเมท ช่วยในการเปลี่ยนเกียร์ ผลิตจากวัสดุทองแดงหรือทองเหลือง ซึ่ง EP additive โดยเฉพาะกำมะถันและฟอสฟอรัส จะทำปฏิกิริยาด้านการกัดกร่อนเป็นอันตรายต่อวัสดุที่ไม่ใช่เหล็ก (Non-Ferrous) โดยเฉพาะทองเหลือง,ทองแดงได้
- ไม่ทำปฏิกิริยาหรือกัดกร่อน ทุกชิ้นส่วนของเกียร์ เช่น โลหะ, ยาง, พลาสติก รวมถึงวัสดุอื่นๆ
- ไม่ติดไฟ ทนความร้อนได้สูง น้ำมันไม่เสื่อมสภาพ
- ความหนืดไม่มากเกินไป มีลักษณะใสที่อุณหภูมิต่ำ สามารถแทรกซึมผ่านวาล์วหรือช่องว่างต่างๆได้ดี
สุดท้าย เราจะเห็นได้ว่าน้ำมันเกียร์มีความสำคัญอย่างมากต่อระบบเกียร์ ดังนั้นทุกท่านควรจะเลือกใช้น้ำมันเกียร์ตามคำแนะนำในหนังสือคู่มือ และคำแนะนำในการบำรุงรักษาของผู้ผลิตรถยนต์ดีที่สุดครับ

#Valvoline #ValvolineThailand #TheOriginalMotorOil