11 เคล็ดลับเมื่อต้องเดินทางไกล ให้ปลอดภัยทุกเส้นทาง

11 เคล็ดลับเมื่อต้องเดินทางไกล ให้ปลอดภัยทุกเส้นทาง

ช่วงเทศกาลหลายคนมีแผนท่องเที่ยวเดินทางไกล นอกเหนือจากการตรวจเช็กสภาพรถยนต์ให้พร้อมแล้วนั้น อีกสิ่งที่ต้องใส่ใจคือเคล็ดลับการขับขี่ปลอดภัยเพื่อให้ถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ เคล็ดลับที่ว่านั้นจะมีอะไรกันบ้าง มาดูกัน..

1. ศึกษาเส้นทางให้ดี ก่อนขับรถไปที่หมายใหม่
อย่าไว้ใจ Google Map จนเกินไป ยิ่งเวลาที่เราต้องขับรถไปต่างจังหวัด เพราะปกติแล้ว Google จะมองหาเส้นทางที่สั้นและลัดที่สุดเพื่อประหยัดเวลาเดินทางให้เราเสมอ แต่เจ้าเส้นทางที่สั้นที่สุดในต่างจังหวัดนั้นส่วนใหญ่จะเป็นตรอกซอกซอยที่เล็ก จนบางครั้งก็แคบขนาดที่รถยนต์แทบจะวิ่งไม่ได้แถมยังเป็นถนนลูกรังอีกต่างหาก ยิ่งถ้าเป็นช่วงกลางคืนที่ไม่มีไฟถนนถ้าหลงเข้าไปแล้วจะยิ่งอันตราย 

วิธีแก้ก็คือก่อนที่จะเดินทางไปยังสถานที่ไม่คุ้นเคย ไม่ว่าจะในเมืองหรือตามต่างจังหวัด ไม่ควรกดปักหมุดบน Google Maps แล้วออกเดินทางทันที ควรศึกษาเส้นทางและประเมินความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นเสียก่อน และให้เวลาขับรถก็ให้หมั่นสังเกตป้ายเขียวบอกทาง จะได้เตรียมการเปลี่ยนเลนล่วงหน้าทัน

2. ทำความรู้จักส่วนต่างๆ ของรถให้กระจ่าง
ก่อนที่จะเริ่มออกรถ จะดีมากถ้าเรารู้จักส่วนต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการใช้งานให้แม่นยำ ตั้งแต่เรื่องพื้นฐานสุดๆ อย่างฝาน้ำมันอยู่ข้างไหนของตัวรถ ไปจนถึงวิธีเปิดกระโปรงหน้ารถที่ถูกต้อง ฝาหม้อน้ำอยู่ตรงไหนจะได้ไม่เผลอไปเปิดตอนเครื่องยังร้อน จะเช็กน้ำมันเครื่องต้องดูยังไง ยางอะไหล่ในรถมีอยู่หรือเปล่า มีสายชาร์จสำหรับเชื่อมแบตเตอรี่เก็บไว้ใช้งานหรือไม่ ฯลฯ ฟังดูเรื่องเรื่องพื้นฐานแบบสุดๆ แต่เชื่อเถอะ ว่ามันคือสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะเมื่อเราจำเป็นต้องขับรถคันอื่นที่ไม่คุ้นเคย ก็ควรจะต้องทำความรู้จักทุกฟังก์ชั่นที่จำเป็นก่อนออกรถเสมอ

3. ขับช้าชิดซ้ายไม่แช่เลนขวา สำคัญกว่าที่คิด
ไม่จำเป็นไม่ควรขับรถแช่ขวานานๆ เพราะอาจสร้างความรำคาญและผิดกฏหมายได้ นอกจากจะเป็นมารยาทบนท้องถนนแล้ว ตามกฏหมายจราจรใน พรบ.จราจรทางบก ปี 2522 มาตรา 34 ระบุไว้ชัดเจนเลยว่า เราต้องขับรถในช่องซ้ายสุดเท่านั้น เว้นแต่ถูกกีดขวาง ปิดการจราจร เมื่อจะแซงหน้ารถคันอื่น หรือเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูงกว่ารถในช่องทางด้านซ้าย โดยเฉพาะนักขับมือใหม่อย่างเราที่ยังไม่ค่อยมั่นใจในเส้นทาง การเลือกขับรถโดยไม่ใช้ความเร็วมากนักไม่ควรขับแช่ที่เลนขวาเป็นอย่างยิ่ง

4. รักษาช่องทาง เว้นระยะห่างกับรถคันหน้าให้ดี
โดยเฉพาะการเบรกเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน ถ้าไม่เว้นระยะห่างเอาไว้ให้พอกับระยะหยุดรถก็อาจจะจูบท้ายรถคันหน้าได้ ถึงแม้จะไม่มีหลักการที่ชัดเจนระบุเอาไว้ในกฏจราจรว่าควรขับห่างจากรถคันหน้าเท่าไหร่ แต่ก็ควรเว้นระยะเอาไว้ประมาณ 1-2 ระยะคันรถ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสภาพการจราจรในขณะนั้น

อีกเรื่องที่หลายคนมักจะพลาดกันบ่อยเช่นกัน ก็คือการขับรถคร่อมเลน ไม่ยอมรักษาช่องทางของตัวเอง ซึ่งนอกจากจะเป็นการแสดงมารยาทที่ไม่เหมาะสมบนท้องถนนจนทำให้คนอื่นต้องลำบาก ยังอาจเกิดอันตรายขึ้นได้จากการไปขวางช่องทางเดินรถของคนอื่นได้อีกด้วย

5. ไม่ขับเร็วจนเกินไป หมั่นดูป้ายกำหนดความเร็วข้างทาง
เข้าใจว่าบางครั้งเวลาเจอถนนโล่งๆ เราก็อยากจะใช้ความเร็วในการขับขี่บ้าง แต่ก็อยากจะให้ผู้ขับขี่ทั้งหลายระมัดระวังเรื่องของการใช้ความเร็วเกินกำหนดเอาไว้เสมอ โดยเฉพาะตอนที่ขึ้นทางด่วนเราจะสังเกตเห็นว่าบางช่วงของเส้นทางจะมีการตั้งกล้องจับความเร็วเอาไว้ตามจุดต่างๆ และมีการกวดขันเรื่องการใช้ความเร็วอยู่มาก ดังนั้นถ้าไม่อยากได้ใบสั่งจากกล้องจับความเร็วส่งถึงบ้าน และเพื่อความปลอดภัย ให้ดูป้ายจำกัดความเร็วข้างทางและพยายามอย่าใช้ความเร็วเกินกว่าที่ปรากฏอยู่ในป้าย

6. ไม่เล่นมือถือหรือแต่งหน้า ในเวลาที่ควรจับพวงมาลัย
ถือเป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนต้องรู้ เพราะเราไม่ควรทำกิจกรรมใดๆ ที่ทำให้เราต้องละสายตาหรือเสียสมาธิจากความเคลื่อนไหวบนถนนขณะขับรถ โดยเฉพาะเมื่อเวลารถติดที่เราเข้าใจว่ามันน่าเบื่อ แต่การละสายตาเพียงเล็กน้อยไปเช็กเฟสบุ๊คหรือไลน์ก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝันได้ ถ้าจำเป็นจริงๆ ให้พึ่งการใช้หูฟังหรือ Handsfree เพื่อการคุยโทรศัพท์หรือฟังสื่อบันเทิงแทนการดู แต่ก็ต้องระมัดระวังและเพ่งสมาธิไปที่บนเส้นทางด้านหน้ามากกว่าสิ่งอื่นใดด้วยนะ

7. เลือกที่จอดให้ดี ถ้าไม่อยากเจอเหตุไม่คาดฝัน
คนที่ขับรถเป็นประจำจะรู้กันดีว่าการหาที่จอดรถดีๆ นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ซึ่งเราก็ขอแนะนำว่าการมองหาที่จอดรถให้เลือกจุดจอดมีไฟส่องสว่าง มีผู้คนพลุกพล่าน และถ้าเป็นไปได้ก็แนะนำให้จอดรถในสถานที่ที่จัดมาให้โดยเฉพาะ เพราะจะมีคนช่วยดูแลรวมถึงอาจจะมีกล้องวงจรปิดติดตั้งเอาไว้ให้เราอุ่นใจขึ้น และถ้าเป็นไปได้ให้เลือกจอดภายในแถวไม่แยกออกมาจอดห่างจากกลุ่มรถ เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงจากรถคันอื่นขับมาเฉี่ยวชนให้เกิดริ้วรอยที่น่าเจ็บใจอีกด้วย

8. รถสตาร์ทไม่ติด ต้องแก้ไขได้ ศึกษาวิธีการทำเป็นอย่างดี
รถสตาร์ทไม่ติดเพราะแบตเตอรี่เสื่อม วิธีแก้ก็คือการขอพ่วงแบตเตอรี่มาจากรถยนต์คันอื่นที่จอดไว้ใกล้ๆ หากพ่วงแล้วสตาร์ทติดง่ายขึ้น ก็เป็นสัญญาณการเสื่อมของแบตเตอรี่ที่ควรจะเปลี่ยนได้แล้ว 

ถ้าขณะที่กำลังขับรถแล้วอยู่ๆ ตัวเครื่องก็ค่อยๆ เบาลงจนดับไปกลางอากาศล่ะก็ อาจจะเป็นสัญญาณของอาการไดชาร์จเสื่อม ซึ่งควรเรียกช่างผู้ชำนาญการมาเปลี่ยนอะไหล่ที่จำเป็นโดยเร็วที่สุดจะดีกว่า

ถ้าบิดกุญแจแล้วสตาร์ทไม่ติด โดยที่ไม่มีแผงไฟที่หน้าปัดคอนโซลขึ้นมาให้เราเห็นล่ะก็ สามารถสัญนิษฐานได้เลยว่าน่าจะเป็นเพราะระบบไฟฟ้าในรถของเรานั้นเกิดปัญหาเข้าแล้ว โดยอาการนี้สามารถแก้ได้ด้วยการพ่วงแบตเตอรี่จากรถคันอื่น แต่ถ้ายังไม่หายก็แนะนำให้เรียกช่างผู้ชำนาญมาแก้ไขแทน

9. อย่าลืมต่อ พ.ร.บ. พร้อมภาษีประจำปีตามกฏหมาย
หนึ่งในค่าใช้จ่ายหลักสำหรับคนใช้รถที่ต้องเตรียมไว้เป็นประจำทุกปี นั่นคือค่าใช้จ่ายด้านภาษีและค่าต่อประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ที่ต้องทำไว้ตามกฏหมายเพื่อเป็นความคุ้มครองเบื้องต้น เพราะหากเกิดอุบัติเหตุแล้วแต่เจ้าหน้าที่ตรวจพบว่าไม่ต่อภาษีก็อาจทำให้ถูกดำเนินคดีได้ ที่สำคัญหากได้ทำการต่อภาษีรถยนต์แล้วห้ามลืมเปลี่ยนป้ายหน้ารถให้เรียบร้อย ไม่งั้นหากคุณตำรวจจราจรเรียกตรวจ ก็อาจจะต้องถูกปรับโดยไม่คาดคิดก็เป็นได้

10. ทำประกันภัยรถยนต์ เกิดเหตุเมื่อไหร่ก็รับมือไหว
อีกหนึ่งทางเลือกที่คนขับรถทุกคนควรมีไว้นั่นก็คือประกันภัยรถยนต์ ที่จะช่วยเสริมความคุ้มครองที่จะทำให้ชีวิตการขับขี่ของทุกคนอุ่นใจ ไม่ว่าจะเกิดเหตุอะไรก็ตาม

11. จดจำเบอร์โทรฉุกเฉิน สำหรับเหตุการณ์ไม่คาดคิด
เช่น เหตุด่วนเหตุร้าย 191, แจ้งเหตุอัคคีภัย 199, สายด่วนทางหลวง 1193, แจ้งรถหาย 1192, ตำรวจท่องเที่ยว 1555, กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน 1669, หน่วยแพทย์กู้ชีวิต 1554, จส.100 1137, สายด่วนจราจร 1197